| |
การเรียนการสอนยุคใหม่ที่พัฒนาไปสู่การศึกษาผ่านระบบอิเลคทรอนิกส์ หรือ
e-Learning
ซึ่งแม้ในบ้านเราจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันก็ตาม แต่ทุกสำนักก็ยอมรับตรงกันว่า
แนวโน้มของการศึกษาในยุคต่อไป หนีไม่พ้นรูปแบบของ
e-Learning เพราะนั่นคือกระแสที่
เกิดขึ้นทั่วโลก ความสำเร็จของระบบการเรียนการสอนในประเทศไทยในวันนี้จึงมีส่วนสำคัญยิ่งว่า หน่วยงานทั้งภาพรัฐและเอกชน มีความพร้อมในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
โปรเกรส อินฟอร์เมชั่น บริษัทที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจฝึกอบรมมากว่า 10 ปี โดย
สายรุ้ง ฉันทะชัยมงคล กรรมการผู้จัดการ ซึ่งเชี่ยวชาญเทคโนโลยีการเรียนการสอนผ่านระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ที่เป็นเครื่องมือช่วยสอนในยุคออนไลน์ โดย โปรเกรส
อินฟอร์เมชั่น จะมีการให้บริการทั้งทางด้านโซลูชั่น การพัฒนาเนื้อหาวิชาให้กับองค์กรทั้ง
ภาคธุรกิจ หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษาในระบบ
e-Learning
และขณะนี้ โปรเกรส อินฟอร์เมชั่น ก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือวัน คน ก่อนเข้าทำงานหรือที่เรียกว่า ไอสแควร์ ที่เป็นโปรแกรมสำหรับพัฒนาทรัพยากรบุคคลในรูปแบบของ e-HRD โดยเฉพาะ
ความเป็นมาของบริษัท
จากการที่ตัวเองมีพื้นฐานทำเรื่อง Education อยู่แล้ว เมื่อจบจากต่างประเทศก็ทำเรื่อง
Content Business ทางด้านข้อมูลทางการเงิน จากนั้นก็มาโปรเกรส อิฟอร์เมชั่น เมื่อปี 2540
ซึ่งบริษัทนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2530
ช่วง 10 ปีแรกทำข้อมูลด้านเศรษฐกิจ แต่คนไทยจะรู้สึกว่ากว่าการที่จะได้ข้อมูลต้องฟรี
ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อ Model นี้จึงหยุดชะงักไป ทำให้เราคิดถึงเรื่องของ Education
ทำได้ 3 ปีที่ผ่านเข้าสู่ยุค .com ก็มาทำ
e-Learning เป็น Web Bose เพราะเรื่องนี้ถือเป็น
กระแสหลักของโลก ที่จะโตมากที่สุด มี Market Share สูงสุด และ Growth Rote ขั้นแน่นอน
โปรเกรสฯ เองเข้าสู่เรื่องของ
e-Learning เมื่อปี 2543 โดยมีตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นลูกค้า
รายแรก รวมถึงการให้บริการด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การให้คำปรึกษา การฝึกอบรมและการ
ทำบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ สายรุ้ง ฉันทะชัยมงคล กรรมการผู้จัดการ โปรเกรส อิฟอร์เมชั่น
จำกัด กล่าว
ช่วงที่ทำปีนี้เข้าปีที่ 7 ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หลักๆ ก็มีแบงก์ชาติที่ใช้
บริการของเราทุกปี สถาบันการศึกษาก็มีจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกล้า ลาดกระบัง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขณะนี้ทางสถาบันการเงินก็เริ่มใช้กันมากขึ้น เช่น ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารกสิกรไทย ที่เพิ่งมาเมื่อปีที่แล้ว
คนภายนอกจะมอง โปรเกรส อินฟอร์เมชั่น ว่าเป็นบริษัทที่ทำ
e-Learning และ
Course ware คือเอาเนื้อหาหรือหลักสูตรของอาจารย์ที่สอนในห้องมาทำเป็น Multimedia
ซึ่งปัจจุบันบริษัทที่ทำธุรกิจนี่มีประมาณ 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากบริษัทที่ทำหนังสือ
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น ทำเรื่อง Window มาทำเป็น Multimedia
ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ไม่ได้ขาย Entertain ที่ขายได้ง่ายแต่ธุรกิจนี้ขายยากพอสมควร แต่เรา
เชื่อว่า Trend นี้มาแน่นอนเหมือน Web ในที่สุดองค์กรใหญ่ๆ ต้องมี Web กลายเป็นเรื่อง
ธรรมดา ตัวนี้ก็เหมือนกัน ในที่สุดเรื่องของ
e-Learning ก็ต้องใช้มูลค่าตลาดเฉพาะ
e-Learning
จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะลงไปที่ภาคการศึกษา ภาคเอกชนยังน้อย
ในส่วนของ e-Learning เราทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นหลักสูตรเรื่องของ
e-Commerce ซึ่งทุกปีจะมีการจัดอบรมผู้ประกอบการไทย ซึ่งปีนี้กรมฯ ก็พร้อมที่จะเปิดการ
เรียนการสอนทาง Web Base ไม่ต้องถูกจำกัดว่าจะต้องเป็นเฉพาะในกรุงเทพฯที่จะได้รับ
การอบรม ต่างจังหวัดก็เรียนได้ ขณะเดียวกันก็มีการทำ Survey ก่อนที่จะทำ
e-Learning
พบว่าการรับรู้ของผู้ประกอบการไม่เท่ากัน ซึ่งจะยากกับอาจารย์ที่สอนเพราะบางคนเป็น Playe
ของ
e-Commerce แล้วก็จะรู้เยอะ ขณะที่อีกกลุ่มยังไม่รู้จักเลยว่าอินเทอร์เน็ตคืออะไร
สร้างเว็บไซต์ยังไง เพราะฉะนั้นมันมีเรื่องของขีดความสามารถในการรับรู้ไม่เหมือนกัน และที่
ผ่านมาคืออาจารย์สอนไม่จบ เพราะเนื้อหาเยอะสอนไม่ทัน ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่มาทำเป็น
e-Learning ปรากฏว่ามีคนสมัครมาอบรม 3 พันกว่าคน กลุ่มที่มาก็จะเป็นทั้งผู้ประกอบการ
บริษัทขนาดใหญ่ที่เริ่มมี Policy ที่จะทำ
e-Commerce ก็จะส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษา
ข้อดีของ e-Learning คือสามารถเรียนเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ หลักสูตรก็มีทั้งเรื่องเฉพาะ เช่น เรื่องของคุณธรรม จริยธรรม อีกส่วนก็จะเป็นหลักสูตรสำเร็จรูป เช่น ภาษาอังกฤษที่ทุกคนต้องเรียน Concept ของโปรเกรส อิฟอร์เมชั่น คือการ Integrated IT และการ Learning Technology เรื่องของการเรียนรู้ เราจะเน้นในเรื่องของคน เน้นการใช้งานง่าย หลักสูตรจะสมบูรณ์ในตัวเอง Workshop เสริมในบางหลักสูตร บางโปรแกรมสามารถที่จะ Customize หลักสูตรของแต่ละโปรแกรมแต่ละคนได้ มีการสอบวัดระดับ หลักสูตรของแต่ละคนจะออกมาไม่เหมือนกัน
ในด้านการทำการตลาด ก็ต้องเข้าไป Educated เรื่องของ
e-Learning ให้กับกลุ่มคน
ทำงาน ก็จะอยู่ในรูปแบบ Relation Marketing แล้วลูกค้าจะกลับมาหาเรา รวมถึงการนำไป
บอกต่อและแนะนำคนอื่น ส่วนช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ที่มีทั้งกลุ่มที่ใช้งานอยู่แล้วและ
กลุ่มที่ยังไม่ได้ใช้งาน คือเราใช้การ Push และ Pull คือใช้การ Direct Call ไปหากลุ่มลูกค้า
นัดให้เข้าไป Present และ Educated ถึงความจำเป็น และความสำคัญของโปรแกรมต่างๆ
ที่เหมาะสมกับองค์กร เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรในแต่ละที่ อีกช่องทางคือ ใช้การจัด Event ออกบูธ หรือจัดสัมมนาเฉพาะกลุ่ม Focus Group ลงไป Media ที่เป็น Mass เป็น Niche มากกว่า คือเราใช้ตัวคน ขายที่ทีมงาน
โปรดักต์ของโปรเกรสฯ
เรื่องของโปรแกรม Recruitment จะทำคู่กันตลอดระหว่างเรื่องของ Leaning ของ Testing คือเมื่อก่อนเราขาย Application และขายตัว Content ที่เป็น Learning ด้าน Application เราก็มีแบบทดสอบ มี 2 แบบ คือแบบที่ซื้อจากต่างประเทศเป็น License อาจจะเป็นออนไลน์หรือเป็น Paper ก็ได้ แต่เรื่องราคาจะแพง เพราะขายต่อ License ต่อ 1 คน อยู่ที่ 2,000 บาท เพราะฉะนั้นองค์กรไทยจะซื้อเอาไว้วัดเฉพาะระดับ Executive Management
อย่างใครที่เป็น Production กับใครที่เป็น Sale หรือ Creative แต่ละคนจะมีตัวตนของตัวเองจริงๆ เราจะผลักหัวหน้างานที่ทำงานด้าน Production ให้ไปทำงานทางด้าน Marketing ก็ทำไม่ได้ แม้ว่าจะจบจาก MBA เหมือนกัน แต่ตัวตนของเค้ามันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นโปรแกรม Recruitment เหมือนเป็นการ Access สิ่งที่มัยซ่อนอยู่ข้างใน ที่ไม่ได้บอกใน Transcript ในเรื่องของความซื่อสัตย์ เรื่องของ Attitude การมองโลกมองแบบ Positive Thinking หรือเปล่า หรือความพยายาม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันซ่อนอยู่ในตัวคน คือสิ่งหนึ่งที่เรา Access
สายรุ้งกล่าวว่า โปรแกรมไอสแควร์จะเป็นแบบทดสอบที่วัดคนปกติเพื่อให้เหมาะสมกับงาน วัดเรื่องของความฉลาดในการเรียนรู้ เรื่องของ EQ เรื่องของจิตใจ รู้จักตัวเองหรือไม่ สามารถที่จะ Interactive กับผู้อื่นได้มากน้อยเพียงใด เรื่องการเอาชนะอุปสรรค ความขยัน วัดในส่วนของ AQ เรื่องของธรรมาภิบาล คุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งเรื่องของ Innovative Thinking เรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรื่องของการยอมรับความเสี่ยงที่ต้องมีทั้ง 2 ตัว
โปรแกรมเหล่านี้ความจริงแล้วใช้ได้ทุกองค์กร ถ้าองค์กรขนาดเล็กก็สามารถซื้อ License ที่ไม่ต้องซื้อจำนวน เอาเฉพาะตัวที่จำเป็น ตัวโปรแกรมนี้เราจะพัฒนาร่วมกับเจ้าของ Content ที่มีทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ในฝั่งของ HR รวมทั้งผู้บริหารด้วย เนื่องจากมุมมองของผู้บริหารกับมุมมองของ HR ในการมองคนไม่เหมือนกัน เพราะผู้บริหารจะมองเรื่องขององค์กรเป็นหลัก แต่ HR จะมองส่วนๆ หนึ่ง และจะมีข้อสอบอีกชุดหนึ่งคือการวัดทักษะของการเป็นหัวหน้างาน การตัดสินใจ การวางแผนงาน การทำงานเป็นทีม การสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งทักษะในการพัฒนาตัวเองตรงนี้สำคัญ
โปรแกรม Recruitment ของ โปรเกรส อินฟอร์เมชั่น จะเน้นที่องค์กรเอกชนเกือบจะทั้งหมด เพราะองค์กรภาครัฐจะมีระเบียบการคัดเลือกเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น
e-Learning ก็จะ Focus ไปที่ภาครัฐเป็นหลัก ในสัดส่วนภาครัฐ 80% และภาคเอกชน 20%
สายรุ้งกล่าวว่า ความจริงแล้วในองค์กรเอกชนการ Recruitment จะง่ายกว่า
e-Learning เพราะมีการใช้มานานแล้วเพียงแต่เป็นรูปแบบกระดาษ และเมื่อเปลี่ยนจากกระดาษมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์ก็จะง่ายขึ้นช่วยให้ HR ทำงานน้อยลง ส่วนการพัฒนาเปลี่ยนจาก Class Room เป็น
e-Learning จะยุ่งยากมากกว่า เพราะเปลี่ยนจาก Paper เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่การ Training ที่เปลี่ยนจาก Classroom เป็น อิเล็กทรอนิกส์ HR จะทำงานหนักขึ้น
เรื่องของ Recruitment จะไปช่วยลดงานของ HR แต่ HR ต้องทำงานร่วมกับหัวหน้างาน แบบทดสอบของ โปรเกรสฯ หลังจากที่ใช้ในช่วงรับสมัครคนแล้วอีก Step หนึ่งก็คือเรื่องการ Promote ซึ่งบางคนจะเหมาะที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เราก็ควรจะไม่ควรโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน แต่ควรจะส่งเสริมให้เก่งมากขึ้น ในทิศทางที่คนๆนั่น ถนัดมากกว่า
สายรุ้งกล่าวอีกว่า ด้านสัดส่วนรายได้ของโปรเกรส อินฟอร์เมชั่น
e-Learning จะมีมากกว่า Recruitment
การ Training สัมมนาจะเป็นส่วนประกอบของตัว Core Product เป็นการเข้าไปทำ
Training ให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา ในเรื่องของการใช้งานโปรแกรมหรือ Application แต่ถ้าจะ
ขาย Training อย่างเดียวคงไม่ทำ Product ที่เราทำจากการที่เราไม่ได้เป็น Content
Expert แต่เราจะเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค ถ้าเป็นหลักสูตรของเราเอง เราก็ต้องหา Partner
ที่เป็น Content Expert แต่ถ้าลูกค้าจ้างเราทำ ก็จะมี Content มาให้มีโจทย์มาให้
ปีนี้โปรเกรส อินฟอร์เมชั่น Growth 30% กว่างๆ รายได้ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 30 กว่าล้านบาท
ความยากของธุรกิจนี้คือเรื่องของ e-Learning ซึ่งจะ Involve หลายฝ่าย ผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญ เป็นเรื่องของ Conceptual thinking คือผู้บริหารไม่จำเป็นต้องลงมาใช้คอมพิวเตอร์ คือคิดแล้วเห็นประโยชน์นี่คือสิ่งสำคัญ ทุกครั้งที่ลูกค้าสนใจจะทำ
e-Learning เราจะถามก่อนว่า เป้าหมายคืออะไร วัตถุประสงค์คืออะไร องค์กรของคุณปีนี้จะแก้ปัญหาอะไร เครื่องมืออะไรที่เหมาะกับคุณปีนี้ ส่วนปีหน้าเป้าหมายเปลี่ยน เครื่องมือก็อาจจะเปลี่ยน คือเราต้องร่วมกันตั้งโจทย์ให้ถูกทางเสียก่อน สายรุ้งกล่าวในตอนท้าย |
|